โรงเรือนระบบอีแวป

โรงเรือนระบบอีแวป 

ลองนึกภาพช่วงบ่ายของเดือนเมษายน อุณหภูมิภายนอกโรงเรือนสูงกว่า 35°C หลังคาได้รับความร้อนจากแสงแดด ไก่ภายในโรงเรือนกำลังคายความร้อนและความชื้นออกมาตลอดเวลา หากอากาศภายในหยุดนิ่ง แม้อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่องศา ไก่ก็อาจเริ่มหอบ กางปีก กินอาหารลดลง และรวมตัวบริเวณที่มีลมมากกว่า

ทันทีที่ระบบระบายอากาศทำงาน พัดลมท้ายโรงเรือนจะเริ่มดึงอากาศออก อากาศใหม่จากภายนอกจึงถูกดึงผ่านคูลลิ่งแพดที่เปียกน้ำ แล้วเคลื่อนที่ตามแนวยาวผ่านตัวไก่ก่อนออกจากโรงเรือนทางพัดลม

นี่คือการทำงานของ โรงเรือนระบบอีแวป หรือ Evaporative Cooling System ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้อุณหภูมิลดลง แต่ต้องควบคุมการเดินทางของอากาศทั้งระบบให้เหมาะกับอายุไก่ สภาพอากาศและภาระความร้อนที่เปลี่ยนแปลงตลอดวัน

โรงเรือนอีแวปที่ดีจึงไม่ใช่โรงเรือนที่มีพัดลมจำนวนมากที่สุดหรือมีคูลลิ่งแพดยาวที่สุด แต่เป็นโรงเรือนที่ทำให้พัดลม คูลลิ่งแพด ระบบน้ำ โครงสร้าง เซ็นเซอร์ และตู้ควบคุมทำงานสัมพันธ์กัน





มุมมองใหม่ของโรงเรือนระบบปิด

ในอดีต ผู้ใช้งานจำนวนมากมองโรงเรือนอีแวปจากค่าอุณหภูมิเป็นหลัก หากอุณหภูมิสูงก็เปิดพัดลมและเปิดปั๊มน้ำเพิ่ม แต่ปัจจุบันการควบคุมโรงเรือนต้องมองมากกว่าอุณหภูมิเพียงค่าเดียว

แบบตรวจรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อของกรมปศุสัตว์ ปี 2569 ระบุว่าโรงเรือนระบบปิดควรควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยพิจารณาการหมุนเวียนอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลม ฝุ่นละออง แอมโมเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์ตามคู่มือการจัดการฟาร์ม กรมปศุสัตว์

ดังนั้น Controller ที่เห็นอุณหภูมิ 29°C เท่ากัน อาจไม่ควบคุมเหมือนกันเสมอไป เพราะต้องพิจารณาด้วยว่า

  • ไก่อายุเท่าไรและมีน้ำหนักเท่าไร
  • ความชื้นภายในสูงหรือต่ำ
  • ความเร็วลมผ่านตัวไก่เพียงพอหรือไม่
  • วัสดุรองพื้นเริ่มเปียกหรือยัง
  • มีก๊าซหรือฝุ่นสะสมอยู่หรือไม่
  • อากาศภายนอกเหมาะกับการเปิดคูลลิ่งแพดหรือไม่

แนวคิดใหม่จึงเปลี่ยนจากการ “เปิดพัดลมตามอุณหภูมิ” ไปเป็นการบริหารสภาพแวดล้อมจากข้อมูลหลายด้านร่วมกัน

หนึ่งวันในโรงเรือนอีแวปไม่ได้ใช้ระบบระบายอากาศแบบเดียวตลอดเวลา

ช่วงเช้ามืดอากาศภายนอกอาจเย็น แต่ภายในโรงเรือนยังมีความชื้นจากการหายใจ มูลสัตว์ และระบบน้ำ ในช่วงนี้โรงเรือนต้องการ Minimum Ventilation เพื่อระบายความชื้น แอมโมเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์ โดยไม่ทำให้ลูกไก่ได้รับลมเย็นโดยตรงมากเกินไป

เมื่ออุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น ระบบจะเข้าสู่ Transition Ventilation โดยเพิ่มจำนวนพัดลมและเปิดช่องรับอากาศมากขึ้น อากาศภายในเริ่มเคลื่อนที่เร็วขึ้น แต่ยังไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลม Tunnel ทั้งหมด

ช่วงบ่ายที่อากาศร้อน พัดลมขนาดใหญ่จะทำงานเป็นลำดับจนเข้าสู่ Tunnel Ventilation อากาศถูกดึงจากด้านคูลลิ่งแพดไปยังท้ายโรงเรือน ความเร็วลมที่ผ่านตัวไก่จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย

เมื่ออุณหภูมิสูงถึงเงื่อนไขที่กำหนดและอากาศภายนอกยังมีศักยภาพในการรับความชื้น ระบบจึงเปิดปั๊มน้ำคูลลิ่งแพดเพื่อช่วยลดอุณหภูมิอากาศก่อนเข้าสู่โรงเรือน

แนวทางการแบ่งการระบายอากาศเป็น Minimum, Transition และ Tunnel Ventilation สอดคล้องกับหลักการใน Cobb Broiler Management Guide แต่ค่าตั้งจริงต้องปรับตามสายพันธุ์ อายุ ความหนาแน่น โรงเรือนและภูมิอากาศของพื้นที่

ทำไมระบบอีแวปในประเทศไทยจึงต้องสนใจความชื้นเป็นพิเศษ

ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น โดยข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าความชื้นสัมพัทธ์ในแต่ละพื้นที่และฤดูกาลอาจอยู่ประมาณ 62–84% และหลายพื้นที่มีค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ในช่วงประมาณ 72–80% กรมอุตุนิยมวิทยา

ระบบอีแวปทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำ ในวันที่อากาศร้อนและค่อนข้างแห้ง น้ำจะระเหยได้มากและลดอุณหภูมิได้ชัดเจน แต่ในวันที่อากาศภายนอกมีความชื้น 80–90% น้ำจะระเหยได้ยากขึ้น ต่อให้คูลลิ่งแพดเปียกทั่วทั้งแผ่น อุณหภูมิก็อาจลดลงเพียงเล็กน้อย

การเปิดปั๊มน้ำเพิ่มจึงไม่ได้หมายความว่าจะเย็นขึ้นเสมอไป ในช่วงหน้าฝน ระบบควรให้ความสำคัญกับ

  • การรักษาความเร็วลมผ่านตัวไก่
  • การระบายความชื้นออกจากโรงเรือน
  • การเปิดคูลลิ่งแพดเมื่ออุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม
  • การป้องกันวัสดุรองพื้นเปียก
  • การตรวจความชื้นจากน้ำรั่วและระบบน้ำดื่ม
  • การติดตามอุณหภูมิและความชื้นหลายตำแหน่ง

กล่าวง่าย ๆ คือ วันที่อากาศแห้งให้คูลลิ่งแพดช่วยลดอุณหภูมิ แต่วันที่อากาศชื้นมากต้องใช้ “ความเร็วลมและการระบายอากาศ” เป็นตัวช่วยหลัก

เส้นทางของอากาศสำคัญกว่าจำนวนพัดลม

เมื่อพัดลมท้ายโรงเรือนทำงาน อากาศควรเข้าทางคูลลิ่งแพดหรือช่องรับลมที่กำหนด แล้วเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เลี้ยงไปทางพัดลม

หากประตู ผ้าใบ รอยต่อหลังคา หรือช่องเปิดใกล้พัดลมรั่ว อากาศจะเลือกเข้าทางจุดเหล่านั้นเพราะมีความต้านทานต่ำกว่า ส่งผลให้อากาศบางส่วนไม่ผ่านคูลลิ่งแพดและไม่เคลื่อนผ่านตัวไก่ตามเส้นทางที่ต้องการ

อาการที่พบได้คือบริเวณหนึ่งลมแรง แต่อีกบริเวณอับลม อุณหภูมิหน้าและท้ายโรงเรือนต่างกันมาก แม้เพิ่มจำนวนพัดลมแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น

โรงเรือนระบบปิดจึงไม่ได้หมายถึงการปิดจนไม่มีอากาศเข้า แต่หมายถึงการควบคุมให้อากาศเข้าจากตำแหน่งที่ออกแบบไว้ และลดรอยรั่วที่ไม่สามารถควบคุมได้

คำนวณปริมาณลมแบบง่าย

ก่อนเลือกพัดลม ควรรู้ปริมาณลมที่โรงเรือนต้องการจากสูตรง่าย ๆ

ปริมาณลม = ความกว้าง × ความสูงเฉลี่ย × ความเร็วลม × 3,600

ตัวอย่าง โรงเรือนกว้าง 12 เมตร พื้นที่อากาศสูงเฉลี่ย 2.5 เมตร และกำหนดความเร็วลมตัวอย่าง 2.5 เมตรต่อวินาที

12 × 2.5 × 2.5 × 3,600 = 270,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

จากนั้นจึงนำปริมาณลม 270,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงไปหารด้วยปริมาณลมจริงของพัดลมหนึ่งตัวที่ความดันสถิตออกแบบ

ตัวเลข 2.5 เมตรต่อวินาทีเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ค่าที่ใช้ได้กับไก่ทุกอายุ การออกแบบจริงต้องปรับตามชนิดสัตว์ อายุ น้ำหนัก ความหนาแน่น อุณหภูมิออกแบบ รูปทรงอาคาร และข้อกำหนดของผู้เลี้ยง

สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ค่าปริมาณลมแบบ Free Air มาคำนวณโดยตรง เพราะเมื่อติดตั้งจริง พัดลมต้องดึงอากาศผ่านคูลลิ่งแพด ช่องลม บานเกล็ด ตะแกรง และความต้านทานภายในโรงเรือน ปริมาณลมจริงจึงต่ำกว่าค่าที่ไม่มีแรงต้าน

เลือกพัดลม iWin ตามหน้าที่ของแต่ละช่วง

สำหรับระบบ Tunnel Ventilation หลัก สามารถพิจารณาพัดลมฟาร์มขนาด 50 นิ้วของ iWin เช่น

  • iW-E50 พัดลมฟาร์ม 50 นิ้ว ใบพัดสเตนเลส 6 ใบ
  • iW-M50 พัดลมฟาร์ม 50 นิ้ว ใบพัดไฟเบอร์กลาสสีแดง 3 ใบ
  • iW-P50 พัดลมฟาร์ม 50 นิ้ว สำหรับพิจารณาตามรูปแบบต้นกำลังและลักษณะโครงการ

พัดลมขนาด 36 นิ้ว เช่น iW-T36 และ iW-E36 สามารถนำมาใช้กับงานระบายอากาศขั้นต่ำ การแบ่งควบคุมเป็น Stage หรือบริเวณที่ไม่ต้องการเปิดพัดลมขนาดใหญ่ทั้งหมดพร้อมกัน

จำนวนพัดลมที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดใบพัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูปริมาณลมที่ความดันสถิตใช้งานจริง กำลังมอเตอร์ แรงดันไฟฟ้า ประสิทธิภาพพลังงาน รูปแบบบานเกล็ด และตำแหน่งติดตั้งร่วมกัน

ความดันสถิตไม่ใช่แค่ตัวเลขในเกจ

ความดันสถิตบอกว่าพัดลมต้องออกแรงมากเพียงใดในการดึงอากาศจากภายนอก ผ่านคูลลิ่งแพดและช่องลม ก่อนพาอากาศเดินทางตลอดความยาวของโรงเรือน

ข้อมูลปี 2025 จาก University of Georgia อธิบายว่า ความต้านทานไม่ได้เกิดเฉพาะที่คูลลิ่งแพด แต่ยังเกิดจากการบีบอากาศจากพื้นที่แพดเข้าสู่หน้าตัดโรงเรือน และการเคลื่อนอากาศตลอดความยาวอาคาร ยิ่งต้องการความเร็วลมสูง พัดลมก็ยิ่งทำงานภายใต้ความดันที่สูงขึ้น University of Georgia

หากความดันเพิ่มขึ้นผิดปกติ ควรตรวจสอบก่อนว่า

  • คูลลิ่งแพดเริ่มตันหรือไม่
  • ช่องรับอากาศเปิดเต็มหรือไม่
  • บานเกล็ดพัดลมเปิดสุดหรือไม่
  • มีตาข่ายหรือ Light Trap กีดขวางลมหรือไม่
  • ผ้าใบหรือม่านภายในตกลงมาขวางลมหรือไม่
  • ใบพัดและตะแกรงมีฝุ่นสะสมหรือไม่

การเพิ่มพัดลมโดยไม่แก้จุดต้านทานอาจทำให้ใช้ไฟเพิ่ม แต่ปริมาณลมเพิ่มขึ้นไม่มากตามที่คาด

คูลลิ่งแพดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องความเย็น

คูลลิ่งแพดต้องมีพื้นที่เพียงพอให้อากาศผ่านโดยไม่สร้างความต้านทานสูงเกินไป หากพื้นที่แพดเล็ก อากาศจะต้องวิ่งผ่านหน้าแผ่นเร็วขึ้น ความดันตกคร่อมสูงขึ้น และพัดลมจะส่งปริมาณลมได้น้อยลง

สำหรับแผ่นหนา 150 มม. สามารถใช้ความเร็วลมผ่านหน้าแผ่นประมาณ 1.75–2.0 เมตรต่อวินาทีเป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ ก่อนตรวจสอบข้อมูลความดันตกคร่อมของแผ่นจริง

ข้อมูลจาก University of Georgia ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มพื้นที่คูลลิ่งแพดมากกว่าขนาดพื้นฐานไม่ได้ทำให้อุณหภูมิหลังผ่านแผ่นลดลงมากนัก แต่ประโยชน์สำคัญคือช่วยลดความเร็วลมผ่านแผ่น ลดแรงต้าน และช่วยให้พัดลมรักษาปริมาณลมได้ดีขึ้น University of Georgia

เลือกคูลลิ่งแพด iWin จากสภาพการใช้งาน

iWin มีคูลลิ่งแพดกระดาษรูปแบบ 7090  รวมถึงคูลลิ่งแพดพลาสติก PP

สำหรับโรงเรือนไก่ทั่วไป แผ่นกระดาษ 7090 หนา 15 ซม. เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยและสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่า 7090 จะเหมาะกับทุกโครงการ

การเลือกรูปแบบแผ่นควรพิจารณา

  • ปริมาณลมที่ต้องผ่านแผ่น
  • ความดันตกคร่อม
  • ประสิทธิภาพการระเหย
  • คุณภาพน้ำ
  • ความแข็งแรงของแผ่น
  • วิธีล้างทำความสะอาด
  • ความถี่ในการเปลี่ยน
  • งบประมาณตลอดอายุการใช้งาน

ไม่ควรพิจารณาอายุการใช้งานจากประเทศผู้ผลิต สี หรือการเคลือบผิวเพียงอย่างเดียว เพราะอายุจริงขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำ แสงแดด การเกิดตะไคร่ การล้าง และการใช้งานของแต่ละฟาร์ม

น้ำเย็นไม่ได้ทำให้คูลลิ่งแพดเย็นขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ความเข้าใจที่พบบ่อยคือ หากลดอุณหภูมิน้ำในถังพัก ระบบจะทำความเย็นได้มากขึ้น แต่หลักสำคัญของระบบอีแวปคือการระเหยของน้ำ ไม่ใช่การนำความเย็นจากน้ำมาถ่ายเทให้อากาศโดยตรง

ข้อมูลจาก University of Georgia ระบุว่า แม้ลดอุณหภูมิน้ำหมุนเวียนลงมาก ผลต่ออุณหภูมิอากาศหลังผ่านคูลลิ่งแพดก็เปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนทำระบบน้ำเย็น แต่ควรนำงบประมาณไปปรับปรุงการกระจายน้ำ พื้นที่แพด ความสะอาด และปริมาณลมจะให้ประโยชน์มากกว่า University of Georgia

สิ่งที่ควรตรวจคือแผ่นต้องเปียกทั่ว ไม่มีแนวแห้ง ไม่มีน้ำกระเด็นเข้าโรงเรือน และมีน้ำไหลมากพอช่วยพาสิ่งสกปรกออกจากผิวแผ่น

ปั๊มน้ำไม่ควรเลือกจากแรงม้าเพียงอย่างเดียว

การระบุว่าคูลลิ่งแพดต้องใช้ปั๊ม ½ แรงม้า 1 แรงม้า หรือ 2 แรงม้า ไม่สามารถใช้ได้กับทุกโรงเรือน เพราะปั๊มต้องส่งน้ำตามความยาวของผนังคูลลิ่งแพด ความสูง และแรงต้านภายในท่อ

การเลือกปั๊มควรดูสองค่าหลัก คือ

  • ปริมาณน้ำที่ต้องการ
  • Total Dynamic Head หรือแรงส่งรวมของระบบ

ถังพักน้ำไม่จำเป็นต้องฝังใต้ดินเสมอไป แต่ควรอยู่ในตำแหน่งที่น้ำจากรางไหลกลับได้ มีฝาปิดหรือป้องกันแสง เปิดทำความสะอาดได้ และมีระดับน้ำเพียงพอไม่ให้ปั๊มดูดอากาศ

ระบบควรมีตะแกรงหรือไส้กรอง จุดระบายน้ำ และแนวทางถ่ายน้ำบางส่วนออก เพราะเมื่อน้ำระเหย แร่ธาตุจะยังอยู่ในระบบและมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นจนเกิดคราบบนคูลลิ่งแพดได้ Mississippi State University

อย่าสั่งเปิด–ปิดปั๊มถี่เกินไปโดยไม่ดูสภาพแผ่น

หลังปั๊มหยุดทำงาน คูลลิ่งแพดยังอุ้มน้ำและยังสามารถลดอุณหภูมิได้อีกระยะหนึ่ง การเปิด–ปิดปั๊มถี่เกินไปจึงอาจไม่ได้ช่วยควบคุมอุณหภูมิอย่างที่คาด และอาจทำให้การชะล้างแร่ธาตุบนผิวแผ่นไม่เพียงพอ

ข้อมูลจาก University of Georgia ระบุว่าแผ่นที่เปียกแล้วอาจยังให้ผลด้านการทำความเย็นต่อประมาณ 10 นาที และอาจใช้เวลา 30–45 นาทีจึงแห้งเต็มที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปริมาณลม University of Georgia

การตั้งรอบปั๊มจึงควรพิจารณาอุณหภูมิ ความชื้น คุณภาพน้ำ ลักษณะการอุ้มน้ำของแผ่น และคำแนะนำของผู้ผลิต ไม่ควรนำเวลาจากโรงเรือนหนึ่งไปใช้กับอีกโรงเรือนโดยไม่ทดสอบ

จาก Controller วัดอุณหภูมิ สู่ระบบบริหารข้อมูลโรงเรือน

โรงเรือนยุคใหม่ไม่ควรมีเซ็นเซอร์อุณหภูมิเพียงจุดเดียว เพราะค่าที่ต้นโรงเรือนอาจแตกต่างจากกลางและท้ายโรงเรือนอย่างมาก โดยเฉพาะโรงเรือนที่มีความยาวมากหรือมีการกระจายตัวของไก่ไม่สม่ำเสมอ

อุปกรณ์ iWin ที่สามารถนำมาจัดระบบควบคุม ได้แก่

  • TEMP Controller รุ่น AGB904
  • TEMP TP80
  • TEMP 1200 Plus
  • หัววัดอุณหภูมิ TSE0103
  • หัววัดความชื้น HHS1030
  • เซ็นเซอร์อุณหภูมิและความชื้น DOL104
  • ตู้ควบคุมพัดลมและปั๊มน้ำ
  • ระบบ Alarm และระบบติดตามผ่าน IoT ตามรูปแบบโครงการ

ระบบควบคุมควรเพิ่มพัดลมเป็น Stage ตามสภาพจริง ควบคุมปั๊มน้ำตามอุณหภูมิและความชื้น แจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกำหนด และตรวจพบความผิดปกติของเซ็นเซอร์หรือระบบไฟฟ้า

ข้อมูลที่บันทึกควรนำมาใช้ดู “แนวโน้ม” ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าปัจจุบัน เช่น อุณหภูมิท้ายโรงเรือนสูงขึ้นทุกวัน ความดันสถิตเพิ่มขึ้น หรือเวลาทำงานของปั๊มน้ำยาวขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าแผ่นเริ่มตัน พัดลมเสื่อม หรือมีปัญหาการกระจายน้ำ

ตำแหน่งเซ็นเซอร์ผิด ระบบทั้งโรงเรือนก็สั่งงานผิดได้

เซ็นเซอร์ไม่ควรอยู่ชิดคูลลิ่งแพด เพราะจะอ่านค่าอากาศที่เพิ่งผ่านแผ่นและเย็นกว่าพื้นที่ส่วนอื่น ไม่ควรอยู่ตรงลมร้อนจากมอเตอร์ ไม่ควรรับแสงแดดหรือละอองน้ำโดยตรง และไม่ควรติดสูงจนไม่เป็นตัวแทนของสภาพที่ไก่ได้รับ

โรงเรือนขนาดยาวควรมีจุดวัดอย่างน้อยบริเวณต้น กลาง และท้ายโรงเรือนตามความเหมาะสม พร้อมเปรียบเทียบค่าระหว่างเซ็นเซอร์เป็นระยะ

หากเซ็นเซอร์กลางโรงเรือนอ่าน 29°C แต่ท้ายโรงเรือนอ่าน 32°C การใช้ค่าเฉลี่ยเพียงค่าเดียวอาจทำให้มองไม่เห็นพื้นที่เสี่ยงต่อความเครียดจากความร้อน

ความหนาแน่นของไก่ต้องนำมาคิดตั้งแต่ตอนออกแบบ

แบบตรวจมาตรฐานฟาร์มไก่เนื้อของกรมปศุสัตว์ ปี 2569 ระบุเกณฑ์น้ำหนักไก่เนื้อมีชีวิตสำหรับโรงเรือนระบบปิดไม่เกิน 39 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พร้อมกำหนดให้ควบคุมสภาพแวดล้อมตามอายุและฤดูกาล กรมปศุสัตว์

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 39 กิโลกรัมต่อตารางเมตรไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกฟาร์มโดยอัตโนมัติ ความหนาแน่นจริงอาจต้องต่ำกว่านี้ตามน้ำหนักจับขาย สมรรถนะระบบระบายอากาศ สวัสดิภาพสัตว์ ข้อกำหนดของบริษัทคู่สัญญา และสภาพอากาศของพื้นที่

หากเพิ่มจำนวนไก่โดยไม่เพิ่มความสามารถในการระบายอากาศ ความร้อน ความชื้น คาร์บอนไดออกไซด์ แอมโมเนีย และปริมาณน้ำที่ระบบต้องจัดการก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โครงสร้างโรงเรือนต้องช่วยลดภาระของระบบ

พัดลมและคูลลิ่งแพดไม่ควรถูกใช้เพื่อชดเชยโครงสร้างที่รับความร้อนมากเกินไป หลังคาและฉนวนที่เหมาะสมช่วยลดความร้อนจากแสงแดดก่อนที่ความร้อนจะเข้าสู่พื้นที่เลี้ยง

สำหรับพื้นที่เขตร้อน แนวยาวของโรงเรือนในทิศตะวันออก–ตะวันตกมักช่วยลดแดดที่กระทบผนังด้านยาว แต่ยังต้องพิจารณาทิศทางลม ระยะห่างระหว่างโรงเรือน ตำแหน่งฝุ่น กลิ่น ระบบระบายน้ำ และพื้นที่บำรุงรักษาร่วมกัน FAO

บริเวณคูลลิ่งแพดควรมีหลังคาช่วยบังแดดและฝน มีพื้นที่เข้าทำความสะอาด รางน้ำไม่ควรมีจุดขัง และอากาศจากภายนอกต้องสามารถเข้าถึงหน้าแผ่นได้โดยไม่ถูกผนังหรือสิ่งของกีดขวาง

Light Trap และตาข่ายต้องนำมาคิดเป็นแรงต้าน

โรงเรือนที่ควบคุมแสงอาจติดตั้ง Light Trap บริเวณช่องลมหรือพัดลม ส่วนระบบป้องกันสัตว์พาหะอาจมีตาข่ายเพิ่มเข้ามา อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยด้านการควบคุมแสงและความปลอดภัยทางชีวภาพ แต่ก็สร้างความต้านทานต่อการไหลของอากาศ

จึงไม่ควรติดตั้ง Light Trap หรือตาข่ายเพิ่มเติมภายหลังโดยไม่ตรวจสอบปริมาณลมและความดันสถิต เพราะอาจทำให้พัดลมส่งลมลดลง โดยเฉพาะเมื่อมีฝุ่นเกาะบนอุปกรณ์

พื้นที่รับลมควรออกแบบให้เพียงพอและสามารถเปิดล้างได้โดยไม่กระทบต่อมาตรการป้องกันโรคของฟาร์ม

วันที่ไฟดับคือบททดสอบสำคัญที่สุด

โรงเรือนระบบปิดพึ่งพาพัดลมเป็นหลัก เมื่อไฟฟ้าดับ อากาศอาจหยุดเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว แต่ไก่ยังคงผลิตความร้อนและความชื้นต่อเนื่อง

ระบบที่ปลอดภัยควรมี

  • เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง
  • ระบบสตาร์ตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • Alarm แจ้งไฟดับและอุณหภูมิสูง
  • ระบบตรวจสอบไฟตก ไฟเกิน และไฟขาดเฟส
  • ช่องระบายอากาศฉุกเฉิน
  • วิธีเปิดม่านหรือช่องลมเมื่อระบบหลักล้มเหลว
  • เบอร์โทรและลำดับการรับมือเหตุฉุกเฉิน
  • ระบบแจ้งเตือนระยะไกลที่แยกแหล่งจ่ายไฟจากระบบหลัก

คู่มือ Cobb แนะนำให้ทดสอบระบบ Alarm และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมบันทึกผลการทดสอบ Cobb Broiler Management Guide

การทดสอบไม่ควรดูเพียงว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสตาร์ตติด แต่ต้องทดสอบว่าสามารถรับโหลดเริ่มต้นของพัดลม ปั๊มน้ำ และ Controller ตามลำดับที่ออกแบบไว้ได้จริง

โรงเรือนสร้างเสร็จแล้วต้องวัด ไม่ใช่ดูด้วยสายตาอย่างเดียว

ก่อนนำไก่เข้าเลี้ยงเต็มโรงเรือน ควรเปิดระบบและทดสอบภายใต้สภาพใกล้เคียงการใช้งานจริง โดยตรวจอย่างน้อยดังนี้

  • พัดลมหมุนถูกทิศ
  • บานเกล็ดเปิดเต็ม
  • สายพานมีความตึงเหมาะสม
  • คูลลิ่งแพดเปียกสม่ำเสมอ
  • ไม่มีน้ำกระเด็นเข้าสู่โรงเรือน
  • ความเร็วลมกระจายตัวทั่วหน้าตัด
  • ความดันสถิตอยู่ในช่วงที่ออกแบบ
  • เซ็นเซอร์แต่ละจุดอ่านค่าใกล้เคียงกัน
  • พัดลมและปั๊มทำงานตาม Stage
  • Alarm และไฟสำรองทำงานได้จริง

ควรวัดความเร็วลมหลายตำแหน่ง ไม่ควรวัดเฉพาะกลางโรงเรือน เพราะบริเวณกลางอาจมีความเร็วสูงกว่าจุดใกล้ผนัง การเก็บค่าหลายจุดจะช่วยสร้างแผนที่ความเร็วลมและมองเห็นพื้นที่อับลมได้ชัดเจนขึ้น

สร้างค่ามาตรฐานประจำโรงเรือนตั้งแต่วันแรก

หลังทำความสะอาดและทดสอบระบบใหม่ ควรบันทึกค่าพื้นฐานของโรงเรือนไว้ เช่น

  • ความเร็วลมในแต่ละ Stage
  • ความดันสถิต
  • กระแสไฟฟ้าของมอเตอร์
  • อุณหภูมิและความชื้นก่อนผ่านคูลลิ่งแพด
  • อุณหภูมิและความชื้นต้น กลาง และท้ายโรงเรือน
  • เวลาที่ใช้ทำให้คูลลิ่งแพดเปียกทั่ว
  • ปริมาณน้ำเติมต่อวัน
  • อุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุด
  • เวลาทำงานของพัดลมและปั๊ม

เมื่อใช้งานไปหลายเดือน หากความดันสูงขึ้น ความเร็วลมลดลง หรือพัดลมกินกระแสมากกว่าค่าเดิม จะสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนเกิดปัญหารุนแรง

นี่คือแนวคิด Predictive Maintenance แบบง่าย ซึ่งใช้ข้อมูลจริงของโรงเรือนมาช่วยวางแผนบำรุงรักษา ไม่ต้องรอให้อุปกรณ์เสียก่อนจึงค่อยซ่อม

อาการที่บอกว่าระบบอีแวปเริ่มมีปัญหา

บางครั้งอุณหภูมิสูงไม่ได้เกิดจากอากาศภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสิทธิภาพของระบบที่ค่อย ๆ ลดลง

สัญญาณที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • หน้าแผ่นคูลลิ่งแพดมีแนวแห้ง
  • มีคราบขาว ตะไคร่ หรือช่องลมอุดตัน
  • ความดันสถิตสูงกว่าค่าพื้นฐาน
  • ความเร็วลมท้ายโรงเรือนลดลง
  • อุณหภูมิหน้าและท้ายโรงเรือนต่างกันมาก
  • บานเกล็ดพัดลมเปิดไม่สุด
  • พัดลมสั่นหรือมีเสียงดัง
  • สายพานลื่นหรือหย่อน
  • มอเตอร์กินกระแสสูงกว่าปกติ
  • ไก่รวมตัวในบางพื้นที่
  • วัสดุรองพื้นเปียกแม้อุณหภูมิยังสูง
  • ปั๊มน้ำทำงานนานกว่าเดิมแต่ลดอุณหภูมิได้น้อยลง

เมื่อพบอาการเหล่านี้ ควรตรวจทั้งเส้นทางลม ไม่ควรเปลี่ยนพัดลมหรือคูลลิ่งแพดทันทีโดยยังไม่ทราบสาเหตุ

ระบบอีแวปของ iWin ประกอบด้วยอะไรบ้าง

iWin สามารถจัดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรือนระบบอีแวปได้หลายส่วน ได้แก่

  • พัดลมฟาร์ม 50 นิ้ว iW-E50, iW-M50 และ iW-P50
  • พัดลมฟาร์ม 36 นิ้ว iW-T36 และ iW-E36
  • คูลลิ่งแพดกระดาษ 7090, 7060 และ 5090
  • คูลลิ่งแพดพลาสติก PP รุ่น GERMAN และ ECO
  • รางน้ำและอุปกรณ์ติดตั้งคูลลิ่งแพด
  • ปั๊มน้ำและระบบกระจายน้ำ
  • TEMP Controller
  • เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น
  • ตู้ควบคุมพัดลมและปั๊มน้ำ
  • ระบบ Alarm และระบบติดตามผ่าน IoT
  • Light Trap และอุปกรณ์ประกอบระบบโรงเรือน

การเลือกอุปกรณ์ต้องเริ่มจากข้อมูลโรงเรือนและเงื่อนไขการใช้งาน ไม่ควรเริ่มจากจำนวนสินค้าที่ต้องการติดตั้ง

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนออกแบบ

เพื่อให้สามารถเลือกอุปกรณ์ได้เหมาะสม ควรเตรียมข้อมูลดังนี้

  • ประเภทและจำนวนสัตว์
  • อายุและน้ำหนักจับขาย
  • ความหนาแน่นสูงสุด
  • ขนาดกว้าง ยาว และความสูงโรงเรือน
  • รูปทรงหน้าตัดภายใน
  • จังหวัดและตำแหน่งก่อสร้าง
  • ระบบไฟฟ้า 220V หรือ 380V
  • แหล่งน้ำและผลตรวจคุณภาพน้ำ
  • รุ่นพัดลมและคูลลิ่งแพดเดิม หากเป็นงานปรับปรุง
  • ระบบ Controller ที่ใช้อยู่
  • ระบบไฟสำรอง
  • ภาพพื้นที่และผังโรงเรือน
  • ปัญหาที่พบในรอบการเลี้ยงเดิม

เมื่อมีข้อมูลครบ ทีมงานจึงสามารถพิจารณาปริมาณลม พื้นที่คูลลิ่งแพด ระบบน้ำ จำนวน Stage และระบบสำรองให้สัมพันธ์กันได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรงเรือนระบบอีแวป

โรงเรือนระบบอีแวปคืออะไร

คือโรงเรือนที่ใช้พัดลมดึงอากาศผ่านคูลลิ่งแพดเปียกน้ำ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิและทำให้อากาศเคลื่อนผ่านพื้นที่เลี้ยงสัตว์ก่อนระบายออกจากโรงเรือน

ระบบอีแวปลดอุณหภูมิได้กี่องศา

ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้นภายนอก ประสิทธิภาพของแผ่น ปริมาณลมและการกระจายน้ำ วันที่อากาศแห้งจะลดอุณหภูมิได้มากกว่าวันที่มีความชื้นสูง

ช่วงหน้าฝนควรเปิดคูลลิ่งแพดหรือไม่

เปิดได้เมื่ออุณหภูมิสูงและยังเกิดประโยชน์ด้านการลดอุณหภูมิ แต่ไม่ควรเปิดจากอุณหภูมิเพียงค่าเดียว ต้องดูความชื้น ความเร็วลม และสภาพวัสดุรองพื้นร่วมกัน

ใส่คูลลิ่งแพดมากขึ้นจะเย็นขึ้นหรือไม่

อาจลดอุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่พื้นที่แพดที่เพียงพอช่วยลดแรงต้าน ทำให้พัดลมรักษาปริมาณลมได้ดีและทำให้น้ำกระจายทั่วแผ่นได้ง่ายขึ้น

ใช้น้ำเย็นกับคูลลิ่งแพดช่วยได้หรือไม่

ช่วยเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลจากการระเหยของน้ำ การดูแลให้แผ่นสะอาด เปียกทั่ว และมีปริมาณลมเหมาะสมมีความสำคัญมากกว่า

เพิ่มพัดลมแล้วลมจะเพิ่มตามจำนวนหรือไม่

ไม่เสมอไป หากคูลลิ่งแพด ช่องรับลม Light Trap หรือหน้าตัดโรงเรือนสร้างแรงต้านสูง การเพิ่มพัดลมอาจทำให้ความดันเพิ่ม แต่ปริมาณลมเพิ่มไม่เป็นสัดส่วน

ใช้เซ็นเซอร์อุณหภูมิตัวเดียวได้หรือไม่

โรงเรือนขนาดเล็กอาจใช้ได้ตามการออกแบบ แต่โรงเรือนยาวควรมีหลายจุดเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างต้น กลาง และท้ายโรงเรือน

โรงเรือนระบบปิดเลี้ยงไก่ได้ไม่เกินเท่าไร

แบบตรวจของกรมปศุสัตว์ ปี 2569 ระบุโรงเรือนระบบปิดไม่เกิน 39 กิโลกรัมของน้ำหนักไก่มีชีวิตต่อตารางเมตร แต่ความหนาแน่นใช้งานจริงอาจต้องต่ำกว่านี้ตามระบบระบายอากาศ สวัสดิภาพสัตว์ ฤดูกาล และข้อกำหนดของผู้เลี้ยง

ควรทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและ Alarm บ่อยแค่ไหน

คู่มือ Cobb แนะนำให้ทดสอบเป็นประจำทุกสัปดาห์ พร้อมบันทึกผล และควรทดสอบภายใต้โหลดที่ใกล้เคียงการใช้งานจริง

สรุป

โรงเรือนระบบอีแวปสมัยใหม่ไม่ได้ควบคุมแค่อุณหภูมิ แต่ต้องดูความชื้น ความเร็วลม คุณภาพอากาศ ความดันสถิต ระบบน้ำ และความปลอดภัยเมื่อไฟฟ้าดับร่วมกัน

หัวใจสำคัญคือทำให้อากาศเข้าทางคูลลิ่งแพด เคลื่อนผ่านพื้นที่เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ และออกทางพัดลมตามเส้นทางที่กำหนด พร้อมมี Controller และเซ็นเซอร์คอยปรับการทำงานให้เหมาะกับสภาพที่เปลี่ยนไปตลอดวัน

ติดต่อ iWin เพื่อสอบถามอุปกรณ์สำหรับ โรงเรือนระบบอีแวป ทั้งพัดลมฟาร์ม คูลลิ่งแพด ระบบน้ำ TEMP Controller เซ็นเซอร์ ตู้ควบคุม Light Trap และระบบ Alarm กรุณาส่งขนาดโรงเรือน จำนวนสัตว์ จังหวัดที่ติดตั้ง และภาพพื้นที่ เพื่อช่วยตรวจสอบระบบเบื้องต้นค่ะ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Visitors: 34,997